Found 67 results for Tag : อบ

ชีสเค้กนิวยอร์ก 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ จากนั้นเตรียมพิมพ์โดยทาเนยบางๆ ให้ทั่วพิมพ์ แล้วตัดกระดาษไขให้เท่ากับก้นพิมพ์แล้วปูให้ทั่ว พักไว้ 2. ทำฐานชีสเค้กโดยบดไดเจสทีฟบิสกิตให้ละเอียด ใส่บิสกิตลงในอ่างผสม ใส่เนยละลายและเกลือลงไป คลุกให้เข้ากันจนมีลักษณะเป็นทรายเปียก เทบิสกิตกรุลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ อัดให้เต็มฐานพิมพ์ ใช้ช้อนเกลี่ยให้เรียบหนาเสมอกันอัดให้เต็มด้านล่างของพิมพ์ นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 5-10 นาที พอให้บิสกิตหอม ยกออกจากเตาอบพักบนตะแกรงให้หายร้อน ปรับอุณหภูมิเตาอบเป็น 160 องศาเซลเซียส ใส่น้ำ 1 ถ้วย วางไว้ด้านล่างของเตาอบ 3. ทำชีสเค้กโดยตีครีมชีสในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าด้วยความเร็วต่ำสุดจนครีมชีสนุ่มเนียน แล้วจึงค่อยๆ ใส่น้ำตาลลงไป ตีจนเนียนเข้ากัน ใส่ไข่ไก่ทีละฟอง เมื่อเข้ากันดีแล้วจึงจะใส่อีกฟอง ใส่แป้งข้าวโพด ตีจนเข้ากัน ค่อยๆ เทวิปปิ้งครีมลงไปช้าๆ เป็นสาย พอเนื้อชีสเค้กเข้ากันดีแล้วปิดเครื่อง 4. เทเนื้อชีสเค้กลงในพิมพ์ที่กรุไว้ ใช้พายยางเกลี่ยหน้าให้เรียบเสมอกัน นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 50 นาที หรือจนชีสเค้กสุก ปิดเตาอบ พักไว้ในเตาอบต่ออีกประมาณ 10 นาที นำออกมาพักบนตะแกรงจนหายร้อนแล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน ก่อนถอดออกจากพิมพ์ 07.03.2018 RECIPE

ชีสเค้กไวต์ช็อกโกแลต 1. เตรียมพิมพ์ชีสเค้กโดยห่อฐานพิมพ์ด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ แล้ววางบนถาด บดคุกกี้ด้วยเครื่องปั่นของแห้งหรือที่ทุบเนื้อจนละเอียด เทลงในอ่างผสม ใส่เนยละลายและเกลือป่น คลุกให้เข้ากัน เทคุกกี้ที่คลุกไว้ลงในพิมพ์ ใช้ก้นแก้วอัดให้เรียบเสมอกัน นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา พักไว้ 2. แช่แผ่นเจลาตินลงในอ่างน้ำเย็นที่ใส่น้ำแข็ง เตรียมไว้ 3. ทำตัวชีสเค้กโดยใส่น้ำตาลกับน้ำลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางให้น้ำเชื่อมเดือด ระหว่างรอน้ำเชื่อมเดือดได้ที่ให้ตีไข่แดงในอ่างผสมขนาดเล็กด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนเริ่มข้นฟู เมื่อน้ำเชื่อมเดือดเป็นฟองเล็กๆ เทลงในอ่างไข่แดงช้าๆ ให้เป็นสายบางๆ ตีต่อจนไข่แดงข้นฟู สังเกตสีไข่แดงจะอ่อนลงและหายร้อน ใส่ครีมชีสลงไปทีละน้อยจนหมดตีจนเนื้อชีสเค้กเนียนไม่เป็นเม็ด พักไว้ 4. ระหว่างตีครีมชีส เตรียมละลายไวท์ช็อกโกแลตโดยใส่น้ำลงในหม้อประมาณ ¼ ของหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน จากนั้นใส่ไวต์ช็อกโกแลตลงในอ่างผสม ยกขึ้นวางบนหม้อน้ำเดือดอ่อนๆ แล้วจึงคนด้วยพายยางจนละลายเข้ากันดี ยกลง พักไว้ให้หายร้อน แล้วเทไวต์ช็อกโกแลตที่ละลายไว้ทีละน้อยลงในส่วนผสมครีมชีส ข้อ 3 ตีจนช็อกโกแลตกับครีมชีสเนียนเข้ากันดี เทพักไว้ในอ่างผสมที่ขนาดใหญ่ขึ้น 5. แบ่งวิปปิ้งครีม ¼ ถ้วยออกมาใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง รอจนวิปปิ้งครีมร้อน ปิดไฟ ใส่เจลาตินที่นิ่มแล้วลงไปใช้ช้อนคนจนเจลาตินละลายหมด พักไว้ให้หายร้อน 6. ตีวิปปิ้งครีมที่เหลือในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนเริ่มมีฟอง ค่อยๆ เทวิปปิ้งครีมที่ละลายเจลาตินในหม้อลงไปตีต่อจนวิปปิ้งครีมตั้งยอดอ่อนๆ 7. ใส่วิปปิ้งครีมลงไปในส่วนผสมครีมชีสข้อ 4 ทีละ 1/3 ส่วนของทั้งหมด ค่อยๆ ตะล่อมให้เข้ากันจนส่วนผสมเนียนเทส่วนผสมชีสเค้กใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เกลี่ยพอเรียบ นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หรือช่องแช่แข็งประมาณ 1 ชั่วโมง จนชีสเค้กอยู่ตัว 8. เมื่อชีสเค้กอยู่ตัวแล้ว (ทดสอบโดยใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าเค้กแล้วเนื้อเค้กไม่ยุบตัว) นำออกมาแกะแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ออก วางเค้กลงบนหลังถาดหรือจานไม่มีขอบ ดึงพิมพ์ออกโดยใช้ผ้าชุบน้ำร้อนจัดโอบรอบพิมพ์ให้เนื้อเค้กตามขอบพิมพ์คลายตัว หรือใช้ที่พ่นไฟพ่นรอบๆ พิมพ์ ดึงพิมพ์ออก 9. ทาหน้าเค้กด้วยวิปปิ้งครีมที่ตีแล้วบางๆ โรยด้วยไวต์ช็อกโกแลตขูด 07.03.2018 RECIPE

บราวนีชีสเค้ก 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ เตรียมพิมพ์โดยทาพิมพ์ด้วยเนยสดที่นิ่ม ปูกระดาษไขด้านในพิมพ์โดยให้กระดาษไขสองด้านสูงกว่าขอบพิมพ์ขึ้นมาประมาณ 1 นิ้ว พักไว้ 2. เตรียมบราวนีช็อกโกแลตโดยใส่น้ำประมาณ ¼ ของหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางจนเดือดแล้วลดเป็นไฟอ่อน นำดาร์กช็อกโกแลตและเนยใส่อ่างผสม ยกขึ้นวางบนหม้อน้ำเดือดอ่อนๆ คนจนละลายเข้ากันดี ยกลง พักไว้ให้หายร้อน 3. ร่อนแป้งสาลี ผงโกโก้ และเกลือ เข้าด้วยกัน พักไว้ 4. ตีไข่ไก่กับน้ำตาลในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนขึ้นฟูนวล เทส่วนผสมช็อกโกแลตที่หายร้อนแล้วลงไป ตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากัน แบ่งแป้งที่ร่อนไว้ใส่ทีละ 1/3 ส่วน ตะล่อมด้วยพายยางให้เข้ากัน พักไว้ 5. เตรียมชีสเค้กโดยตีครีมชีสกับน้ำตาลในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนเนียนเข้ากัน ใส่ไข่ไก่และกลิ่นวานิลลา ตีต่อจนเข้ากัน พักไว้ 6. เทส่วนผสมบราวนีช็อกโกแลตลงในพิมพ์ก่อนประมาณ 2/3 ส่วนของทั้งหมด ตักเนื้อชีสเค้กลงบนเนื้อบราวนี ใช้ช้อนเกลี่ยให้เรียบเต็มทั่วหน้าเค้ก แล้วตักเนื้อบราวนีช็อกโกแลตที่เหลือหยอดเป็นหย่อมๆ จนหมด ใช้มีดหรือส้อมวาดให้เนื้อชีสเค้กเป็นลายตามชอบ นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 30 นาที ปิดเตาอบ แล้วพักบราวนีไว้ในเตาอบสักครู่โดยเปิดฝาทิ้งไว้ เพื่อไม่ให้หน้าบราวนียุบตัวเร็ว พอบราวนีหายร้อนแล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน ก่อนนำออกมาตัดเสิร์ฟ (ควรทิ้งไว้สักครู่ให้บราวนีคลายความเย็นแล้วเนื้อจะนุ่มนวล)   Tips เทคนิคการทำลวดลายชีสเค้กสามารถใช้ได้กับชีสเค้กที่มีสองรสในตัวเดียวกัน เพียงแต่ความเข้มข้นของเนื้อเค้กทั้งสองชนิดนั้นต้องใกล้เคียงกัน ถึงจะทำลวดลายออกมาได้สวยงาม 07.03.2018 RECIPE

คุกกี้ลูกเกดข้าวโอ๊ตแบบนุ่ม 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ เตรียมถาดอบโดยปูแผ่นอบซิลิโคน (หากไม่มีให้ปูรองด้วยกระดาษไข) 2. ร่อนแป้งสาลี เบกกิ้งโซดา เกลือ และอบเชยป่น เข้าด้วยกันในอ่างผสม พักไว้ ใส่ข้าวโอ๊ตในอ่างผสมอีกใบ ใช้มือขยำพอหยาบ พักไว้ 3. ตีเนยกับน้ำตาลทรายในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าความเร็วปานกลางจนเนยเริ่มฟูขึ้น แล้วจึงใส่น้ำตาลทรายแดงตีต่อจนฟูเบานานประมาณ 2 นาที แล้วใส่ไข่ไก่และกลิ่นวานิลลาที่ตีพอเข้ากัน พอส่วนผสมเข้ากันดี ใส่แป้งที่ร่อนไว้ตีด้วยความเร็วต่ำสุด ใส่ข้าวโอ๊ตและลูกเกด ตีพอเข้ากัน 4. ใช้สกู๊ปตักไอศกรีมตักเนื้อคุกกี้ (น้ำหนักประมาณ 33 กรัม) วางเรียงในถาดที่เตรียมไว้ (หรือใช้ช้อนตักประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) โดยเว้นระยะห่างระหว่างคุกกี้ประมาณ 3 นิ้ว เพราะคุกกี้จะแผ่ออกเวลาอบ ใส่ถาดละ 6 ชิ้น 5. นำคุกกี้เข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 15 นาที (ถ้าหยอดก้อนเล็กอบประมาณ 12 นาที) หรือจนมีสีเหลืองทองยกออกจากเตาอบ วางพักในถาดนานประมาณ 5 นาที แซะคุกกี้ออกจากถาด วางพักบนตะแกรงจนคุกกี้เย็นสนิท   Tips ข้าวโอ๊ต หรือโรลด์โอ๊ต (Rolled Oats) คือข้าวโอ๊ตทั้งเมล็ด นำไปอบ ตากแห้ง และทับให้แบน นำไปใส่ขนมอบต่างๆหรือรับประทานเป็นอาหารเช้า ส่วนเกล็ดข้าวโอ๊ต หรือโอ๊ตมีล (Oatmeal) คือข้าวโอ๊ตที่นำมาบดหยาบระดับหนึ่ง แล้วนำมาใส่นมเป็นอาหารเช้าที่เรียกว่า porridge ซึ่งมักพบตามซูเปอร์มาร์เกตทั่วไปในลักษณะบรรจุกระป๋องขาย คุกกี้สูตรนี้จะใส่ข้าวโอ๊ต (Rolled Oats) หรือเกล็ดข้าวโอ๊ต (Oatmeal) ก็ได้ หากใช้เกล็ดข้าวโอ๊ตควรใส่ปริมาณน้อยลงกว่าในสูตร 10 กรัม หรือ 1 ช้อนโต๊ะ เพราะเกล็ดข้าวโอ๊ตจะมีลักษณะเป็นผงละเอียดเหมือนแป้ง ซึ่งเวลาใส่ลงไปในคุกกี้จะมีคุณสมบัติดูดของเหลวในเนื้อคุกกี้ ทำให้คุกกี้มีเนื้อหนักและแห้งกว่าการใช้ข้าวโอ๊ต การใส่ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด แครนเบอร์รี ลงในคุกกี้ ควรแช่ผลไม้แห้งนั้นๆ ในน้ำก่อน เพื่อให้เนื้อผลไม้นุ่มขึ้น หากไม่แช่ ผลไม้จะดูดความชื้นจากเนื้อคุกกี้ออกมาทำให้เนื้อคุกกี้แห้ง สามารถนำเนื้อคุกกี้ใส่ห่อกระดาษไข คลึงเป็นแท่งยาวแล้วแช่เย็นให้พออยู่ตัว จากนั้นนำออกมาตัดเป็นแว่นหนา 1 ซม. 07.03.2018 RECIPE

ชอร์ตเบรด 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ เตรียมพิมพ์โดยปูรองกระดาษไขที่ด้านล่างของพิมพ์ให้ทั่ว พักไว้ 2. ร่อนแป้งสาลีและเกลือลงในอ่างผสม ใส่น้ำตาล ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน 3. ใส่เนยลงในอ่างแป้ง ใช้มือถูแป้งกับเนยจนได้ลักษณะเหมือนทรายร่วน นำเนื้อชอร์ตเบรดลงกรุในพิมพ์ที่เตรียมไว้ ประมาณ 2/3 ของทั้งหมด ใช้มือหรือหลังช้อนกดไล่ให้พอแน่น เทเนื้อชอร์ตเบรดที่เหลือลงไปแต่ไม่ต้องกด โรยด้วยน้ำตาลบางๆ นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 35-40 นาที จนสีเริ่มออกเหลือง (แต่จะเหลืองไม่มากเพราะไม่มีไข่แดง) 4. ยกออกจากเตาอบ นำมาพักไว้บนตะแกรงสักครู่พอให้ชอร์ตเบรดอุ่นลงแต่ยังไม่เย็นสนิท ใช้สเปตูล่าแบบสั้นเลาะแซะข้างๆระหว่างชอร์ตเบรดกับพิมพ์ ถอดพิมพ์ด้านข้างออก ใช้มีดตัดชอร์ตเบรดออกเป็น 12 ชิ้น (การตัดชอร์ตเบรดขณะอุ่นๆ จะง่ายและทำให้ขอบสวย หากทิ้งไว้นานจนหายร้อนเวลาตัดจะแตก ให้นำเข้าเตาอบสักครู่ให้เนื้อชอร์ตเบรดอุ่นๆ แล้วจึงตัด)   Tips ชอร์ตเบรดมีวิธีทำสองแบบ แบบแรกคือการถูเนยเย็นจัดกับแป้งจนร่วนเป็นทรายแล้วนำลงกรุในพิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าอบแล้วจึงตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมตามแบบที่ชอบ แบบที่สองคือตีเนยกับน้ำตาลจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วจึงใส่แป้งลงไป ตะล่อมด้วยพายยางหรือใช้มือผสมและนวดพอเป็นก้อนเดียวกันการทำชอร์ตเบรดแบบนี้ เนื้อที่ได้จะนิ่มกว่าแบบแรก จึงต้องเข้าพักในตู้เย็นช่องธรรมดาสักครู่เพื่อให้เนื้อชอร์ตเบรดอยู่ตัว ก่อนจะนำมาคลึงเป็นก้อนยาวๆ (อาจเคล้าน้ำตาลรอบๆ แท่งคุกกี้) ตัดเป็นแว่นหนาตามชอบ หากต้องการให้ชอร์ตเบรดสีเข้มขึ้น อาจจะเพิ่มด้วยการทาไข่แดงบางๆ ที่ด้านบนของชอร์ตเบรดแต่ละชิ้น สาเหตุที่ใช้แต่ไข่แดงเพราะเวลาทาสี จะสวยกว่า ส่วนการใช้ไข่ขาวจะทำให้หน้าขนมพองขึ้น เนื่องจากไข่ขาวจะเป็นตัวดึงน้ำตาลออกจากขนม ถ้าชอบรสหวานอาจใส่น้ำตาลเพิ่มได้ แต่เนื้อชอร์ตเบรดจะแห้งกว่า ดังนั้นสามารถแก้ด้วยการใส่ไข่แดง 1 ฟอง เพื่อให้เนื้อนุ่มนวลขึ้น ขั้นตอนคือตีเนยกับน้ำตาลในอ่างผสมด้วยพายยางจนเนียนเข้ากัน ใส่ไข่แดงลงไป ตีให้ไข่แดงเข้ากับเนยเป็นสีเดียวกัน ใส่แป้งลงไปทีเดียวหมดใช้มือตะล่อมแป้งพอเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ไม้คลึงแป้งคลึงออกเป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ หรือจะคลึงด้วยมือเป็นก้อนยาวๆ แล้วตัดเป็นแว่นก็ได้ 07.03.2018 RECIPE

คุกกี้กาแฟ 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียสเตรียมไว้ นำนมสดใส่ไมโครเวฟให้พออุ่น ใส่ผงกาแฟลงในนม คนจนกาแฟละลายเข้ากันดี พักไว้จนหายร้อน 2. ร่อนแป้งเค้ก นมผง ผงฟู และเบกกิ้งโซดา เข้าด้วยกันในอ่างผสม พักไว้ 3. ตีเนยและน้ำตาลทรายในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนฟูเบา ใส่ไข่ไก่ที่ตีพอเข้ากันกับกลิ่นวานิลลา ใส่แป้งที่ร่อนไว้สลับกับนมจนหมด ตักเนื้อคุกกี้ใส่ถุงบีบ 4. บีบคุกกี้เป็นแท่งยาวขนาด 4 ซม. ลงบนถาดที่ปูด้วยแผ่นอบซิลิโคน นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 15-20 นาที ยกออกจากเตาอบ วางพักในถาดนานประมาณ 5 นาที แซะคุกกี้ออกจากถาด วางพักบนตะแกรงจนคุกกี้เย็นสนิท   Tips การอบคุกกี้กาแฟต้องใช้ไฟอ่อน มิเช่นนั้นคุกกี้จะมีรสกาแฟไหม้และสีจะเข้มเกินถ้าเนื้อคุกกี้เหลวเกินไป ให้นำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดาไว้สักพัก แต่ไม่ควรนานเพราะจะทำให้บีบยาก 07.03.2018 RECIPE

คุกกี้เนยช็อกโกแลต 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ ร่อนแป้งเค้ก เกลือ และผงฟู ลงในอ่างผสมเข้าด้วยกัน พักไว้ 2. ตีเนยกับน้ำตาลไอซิ่งในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าความเร็วปานกลางจนขึ้นฟู ค่อยๆ ใส่ไข่ขาวที่ตีพอเข้ากันกับกลิ่นวานิลลาลงไปช้าๆ พร้อมกับตีไปด้วย ตีพอเข้ากัน ปิดเครื่อง ใส่แป้งที่ร่อนไว้ลงไป ใช้พายยางตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากันตักใส่ถุงบีบทีละครึ่ง (เพราะเนื้อคุกกี้ชนิดนี้ข้น ใส่ถุงบีบพอประมาณจะทำให้บีบได้ง่ายกว่า) 3. บีบคุกกี้เป็นเส้นยาว 2 นิ้ว ลงในถาดที่ปูแผ่นอบซิลิโคน โดยเว้นระยะห่างระหว่างคุกกี้ประมาณ 1 นิ้ว บีบจนเต็มถาด นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 15 นาที หรือจนคุกกี้สุก สังเกตจากก้นคุกกี้เป็นสีเหลืองอ่อนๆ พักไว้บนถาดต่ออีกประมาณ 5 นาที จนหายร้อน 4. ทำช็อกโกแลตเคลือบ โดยละลายมิลก์ช็อกโกแลตบนหม้อน้ำร้อน คนตลอดเวลาเพื่อให้ช็อกโกแลตละลายเร็วขึ้น เมื่อช็อกโกแลตละลาย (อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส) ยกลงจากหม้อ วางพักบนอ่างน้ำแข็งประมาณ 30 วินาที ระหว่างนั้นคนไปด้วยจนช็อกโกแลตเริ่มเย็นลง (อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส) แล้วยกอ่างช็อกโกแลตขึ้นตั้งบนหม้ออีกครั้ง คนให้ทั่วจนช็อกโกแลตดูเงาและข้นขึ้น ทดสอบโดยแตะช็อกโกแลตที่ตรงใต้ริมฝีปากล่างแล้วรู้สึกธรรมดา (อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส) ยกอ่างช็อกโกแลตลง จากนั้นนำคุกกี้ด้านหนึ่งลงจุ่มช็อกโกแลต วางคุกกี้พักบนตะแกรงจนช็อกโกแลตเซตตัว   Tips การนำช็อกโกแลตไปเคลือบหรือตกแต่ง ควรเป็นช็อกโกแลตที่ผ่านการปรับอุณหภูมิ (Tempering) ดังขั้นตอนด้านบนก่อนเพื่อทำให้ไขมันในช็อกโกแลตเรียงตัวกันดีขึ้น จะช่วยให้ช็อกโกแลตเป็นเงามากขึ้น การใช้น้ำตาลไอซิ่งเหมาะสำหรับคุกกี้ที่ใช้วิธีการบีบหรือตัด จะช่วยทำให้เนื้อคุกกี้เนียนและรสชาตินุ่มนวลยิ่งขึ้น 07.03.2018 RECIPE