Found 74 results for Tag : อบ

ราสป์เบอร์รีอัลมอนด์สไลซ์ 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส และปูกระดาษไขให้เลยขอบถาดอบ เตรียมไว้ 2. ร่อนแป้งเค้ก น้ำตาลไอซิ่ง และอัลมอนด์ป่น รวมกัน ตีไข่ขาวในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนเป็นฟองละเอียด ใส่เนยละลาย นมสด และกลิ่นวานิลลา ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ส่วนผสมแป้งที่ร่อนไว้ทีละครึ่ง ตีต่อด้วยความเร็วต่ำสุดพอเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ถาดอบ เกลี่ยให้เรียบโรยราสป์เบอร์รีด้านบนให้ทั่ว นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 15 นาที แล้วนำออกมาโรยด้วยอัลมอนด์สไลซ์ นำเข้าอบต่ออีก 25 นาที นำออกจากเตาอบ พักไว้บนตะแกรงประมาณ 10 นาที คว่ำลงบนตะแกรง ลอกกระดาษไขออก กลับด้านเค้กขึ้นมา โรยน้ำตาลไอซิ่ง ตัดแบ่งเป็น 12 ชิ้น เท่าๆ กัน เสิร์ฟ (เคล็ดลับการตัดเนื้อเค้กให้เรียบ นำเค้กที่ถอดออกจากพิมพ์จนเย็นสนิทแล้วเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้มีดตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเท่าๆ กัน) 07.03.2018 RECIPE

ชีสเค้กสตรอว์เบอร์รี 1. ทำฐานชีสเค้กโดยปูด้านล่างพิมพ์ด้วยกระดาษไข เตรียมไว้ ผสมคุกกี้บดและเนยละลายในอ่างผสม คลุกให้เข้ากัน นำคุกกี้กรุลงพิมพ์ที่เตรียมไว้จนแน่น 2. ทำชีสเค้กโดยแช่เจลาตินในน้ำเย็นจัดประมาณ 5 นาที จนพองตัว ใส่น้ำเลมอนและเจลาตินที่นุ่มแล้วลงในชามแก้ว นำเข้าไมโครเวฟไฟปานกลางประมาณ 30 วินาที จนเจลาตินละลายพักไว้ให้เย็นสนิท ตีครีมชีสเนื้อเนียน ใส่ส่วนผสมเจลาตินที่เย็นสนิทแล้วตีให้เข้ากันพักไว้ 3. ใส่น้ำและน้ำตาลลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางพอน้ำเชื่อมเริ่มเดือด จึงเริ่มตีไข่ขาวในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าความเร็วปานกลาง จนเริ่มฟูเป็นฟองละเอียดแต่ยังไม่มันวาว เมื่อน้ำเชื่อมเดือดข้นเป็นฟองละเอียด (อุณหภูมิประมาณ 118 องศาเซลเซียส) ปิดไฟ ยกลง ค่อยๆ เทน้ำเชื่อมเป็นสายบางๆลงในไข่ขาวที่กำลังตี ตีต่อจนไข่ขาวเย็นลงและมีลักษณะมันวาว 4. ตักแบ่งส่วนผสมไข่ขาวทีละครึ่งลงผสมกับครีมชีสในข้อ 2 ตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากันดี แล้วจึงใส่ส่วนผสมไข่ขาว ที่เหลือ ตักชีสเค้กใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เกลี่ยด้วยสปาตูลาให้เรียบ นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา ประมาณ 3 ชั่วโมง จนเซตตัว 5. ผสมซอสสำหรับราดหน้าโดยใส่เอพริคอตเกลซและน้ำในถ้วย นำเข้าไมโครเวฟไฟกลางประมาณ 1 นาที จนเอพริคอตเกลซละลายเหลวเป็นเนื้อเดียวกัน นำออกจากเตา ขณะเอพริคอตเกลซยังอุ่นอยู่ ใส่ราสป์เบอร์รีพูเรคนให้เข้ากัน (ไม่ควรนำราสป์เบอร์รีพูเรเข้าไมโครเวฟเพื่อละลายเพราะสีของพูเรจะหม่นลง) 6. ถอดชีสเค้กออกจากพิมพ์ วางด้านบนด้วยสตรอว์เบอร์รีผ่าครึ่ง ราดซอสที่เย็นสนิทแล้วลงบนหน้าชีสเค้กใช้มีดชุบน้ำอุ่นเช็ดหมาดๆ ตัดเค้กเสิร์ฟเป็นชิ้นๆ   Tips ชีสเค้กเนื้อเมอแรงก์ไข่ขาวสูตรนี้ไม่ใส่วิปปิ้งครีม จึงทำให้เนื้อชีสเค้กเบาและรสไม่มันเลี่ยน หากต้องการเพิ่มรสเข้มมันให้ใส่ไข่แดง 3 ฟอง แทนไข่ขาว หรือเพิ่มวิปปิ้งครีมเล็กน้อยขณะตีผสมครีมชีส 07.03.2018 RECIPE

คัพเค้กเรดเวลเว็ต 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบนและไฟล่าง เตรียมไว้ เรียงถ้วยกระดาษใส่พิมพ์คัพเค้ก ร่อนแป้งเค้ก เบกกิ้งโซดา และเกลือ เข้าด้วยกันในอ่างผสม เตรียมไว้ ผสมผงโกโก้ น้ำส้มสายชู บัตเตอร์มิลค์ และสีแดง คนส่วนผสม ให้เข้ากัน พักไว้ 2. ตีเนยสดด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้า โดยใช้ความเร็วปานกลางจนเนยขึ้นฟูเป็นสีครีมนวล ค่อยๆ ใส่น้ำตาลทีละน้อยจนหมด ตีจนฟูเข้ากันเป็นครีม ใส่กลิ่นวานิลลาในไข่ไก่ แล้วใส่ไข่ไก่ในเนยสดที่ตี ตีให้เข้ากัน จากนั้นใส่แป้งที่ร่อนไว้ สลับกับส่วนผสมผงโกโก้ที่พักไว้ (โดยแบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วน ของเหลว 2 ส่วน) เริ่มด้วยแป้งสลับกันไปแล้วจบด้วยแป้ง ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน 3. ใช้สกู๊ปตักไอศกรีมหรือช้อนตักส่วนผสมเค้กใส่ในถ้วยที่เตรียมไว้ประมาณ ¾ ของถ้วย ไล่อากาศในเนื้อเค้กโดยใช้ไม้ปลายแหลมคนให้ทั่วเค้ก นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 18-20 นาที หรือจนเค้กสุก ทดสอบโดยใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม ถ้าไม่มีเนื้อเค้กติดมาแสดงว่าเค้กสุก นำออกจากเตาอบ พักเค้กบนตะแกรงจนเย็น 4. ทำครีมชีสฟรอสติ้ง โดยตีครีมชีสด้วยเครื่องตีเค้กโดยใช้หัวตีใบพัด ตีจนครีมชีสเนียน จึงค่อยๆใส่น้ำตาลไอซิ่งทีละน้อยจนหมด จากนั้นใส่เนยสด ตีให้เข้ากัน ใส่น้ำมะนาวและเกลือป่นเล็กน้อย ตีต่อให้เข้ากันจนเนื้อเนียน พักไว้ 5. ตกแต่งคัพเค้กโดยนำเนื้อคัพเค้กที่อบเสร็จ 1 ชิ้น มาบิเป็นผงละเอียด เตรียมไว้สำหรับโรยหน้า นำครีมชีสฟรอสติ้งปาดบนคัพเค้ก โดยปาดให้ทั่วชิ้นก่อน ปาดด้านข้างให้เรียบโดยเอียงคัพเค้กลงเล็กน้อย จากนั้นปาดหมุนเข้าตรงกลาง โรยผงคัพเค้กที่เตรียมไว้   Tips ครีมชีสและเนยที่นำมาตีควรนุ่ม เวลาตีส่วนผสมจะเนียนเข้ากันดี สามารถขูดผิวมะนาวหรือผิวเลมอนใส่ลงไปได้เพื่อให้มีกลิ่นหอม   สูตรอาหารโดย ภัณฑิรา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต 07.03.2018 RECIPE

คัพเค้กคาลัว 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบนและไฟล่าง เรียงถ้วยกระดาษใส่พิมพ์คัพเค้ก เตรียมไว้ 2. ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู และเกลือ เข้าด้วยกันในอ่างผสมใช้ตะกร้อมือหรือช้อนคนส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้ 3. ผสมไข่แดง น้ำตาล (100 กรัม) น้ำ น้ำมันถั่วเหลือง และเหล้าคาลัว ในอ่างผสม คนด้วยตะกร้อมือจนส่วนผสมเริ่มเป็นฟองละเอียด จากนั้นค่อยๆใส่แป้งที่ร่อนไว้ทีละน้อย คนตะล่อมให้เข้ากันจนหมดแป้ง ส่วนผสมจะมีเนื้อเนียน พักไว้ 4. ตีไข่ขาวด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้า ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ ตีด้วยความเร็วสูงจนไข่ขาวเริ่มเป็นฟองละเอียด ค่อยๆใส่น้ำตาล (80 กรัม) ทีละน้อยจนหมด ตีจนไข่ขาวตั้งยอดแข็ง แบ่งครีมไข่ขาวเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งใส่ลงในอ่างผสมไข่แดงที่ทำไว้ ตะล่อมด้วยพายยางอย่างเบามือให้เข้ากัน จึงตักครีมไข่ขาวที่เหลือลงตะล่อมไปทางเดียวกัน จนเนื้อเนียน ใช้สคูปตักไอศกรีมหรือช้อนตักส่วนผสมเค้กใส่ในถ้วยที่เตรียมไว้ประมาณ ¾ ของถ้วย ไล่อากาศในเนื้อเค้กโดยใช้ไม้ปลายแหลมคนให้ทั่วเค้ก นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 15-18 นาที หรือจนเค้กสุก ทดสอบโดยใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม ถ้าไม่มีเนื้อเค้กติดมาแสดงว่าเค้กสุก นำเค้กออกจากเตาอบ วางพักบนตะแกรงจนเย็น ทำน้ำเชื่อมเหล้าโดยผสมน้ำเชื่อมกับเหล้าคนให้ส่วนผสมเข้ากัน นำไปทาบนหน้าเค้ก พักไว้ 5. ทำครีมมัสคาร์โพเนโดยตีมัสคาร์โพเนชีสกับน้ำตาลไอซิ่งด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าพอเข้ากัน ใส่เหล้า นำเข้าพักในตู้เย็นช่องธรรมดา ตีวิปปิ้งครีมด้วยตะกร้อมือจนวิปปิ้งครีมข้น นำวิปปิ้งครีมผสมกับครีมมัสคาร์โพเนตะล่อมจนเนื้อเนียนเข้ากันดี (ถ้าส่วนผสมเหลวไปให้นำเข้าแช่ในตู้เย็นก่อนนำมาบีบ) นำใส่ถุงบีบใช้หัวบีบเกลียวบีบลงบนคัพเค้กจากด้านนอกเข้าด้านใน โรยด้วยผงโกโก้   สูตรอาหารโดย ภัณฑิรา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต 07.03.2018 RECIPE

ชูส์ครีม 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ปูกระดาษไข ในถาดอบ และร่อนแป้งเค้กสองรอบ พักไว้ 2. ทำแป้งชูส์โดยใส่น้ำ นมสด เนย และเกลือป่น ลงในหม้อ ปิดฝาหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง พอเดือด เปิดฝา เทแป้งที่ร่อนไว้ใส่ลงในหม้อทั้งหมด ใช้พายไม้คนให้เข้ากัน ลดไฟลง คนแป้งบนไฟอ่อนจนแป้งล่อนออกจากข้างหม้อ ยกลง เทแป้งใส่อ่างผสม ค่อยๆ ใส่ไข่ไก่ทีละน้อย คนจนไข่ไก่ซึมเข้าเนื้อแป้ง แล้วจึงทยอยใส่ไข่ไก่อีกทีละน้อย ทำ เช่นนี้จนแป้งเหลวได้ที่ไม่จำ เป็นต้องใส่ไข่ไก่หมดให้สังเกตจากเมื่อใช้พายไม้ตักแป้งขึ้นมาแล้วแป้งไหลเป็นทรงตัววี ตักแป้งชูส์ใส่ถุงบีบหัวบีบกลมขนาด 20 มม. 3. บีบแป้งชูส์บนถาดให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว จนได้ประมาณ 15 ชิ้น นำ แป้งชูส์ที่เหลือใส่ถุงบีบหัวบีบกลมขนาด 2 มม. บีบเป็นลวดลายสำ หรับตกแต่งตามชอบ ฉีดน้ำบางๆ ให้ทั่วด้านบนชูส์ นำ เข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 40 นาทีหรือจนแป้งสุกสังเกตจากรอยแตกด้านบนชูส์เป็นสีน้ำตาล (หากรอยแตกเป็นสีเหลืองอ่อนแสดงว่าด้านในยังไม่แห้ง เมื่อนำออกจากเตาอบแป้งชูส์จะยุบตัวลง) นำออกจากเตาอบพักไว้บนตะแกรง (แป้งชูส์ที่บีบเป็นลวดลายใช้เวลาอบประมาณ 7-10 นาทีขึ้นอยู่กับขนาดที่วาด) 4. ทำคัสตาร์ดครีมโดยใส่นมลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางระหว่างนั้นตีไข่แดง น้ำตาล และกลิ่นวานิลลา จนสีอ่อนลงใส่แป้งข้าวโพด คนให้เข้ากัน เทนมอุ่นใส่ลงครึ่งหนึ่ง คนให้เข้ากันแล้วเทกลับลงในหม้อนมที่เหลือ ตั้งไฟต่อจนเดือดข้น ปิดไฟ ใส่เนย คนจนเนยละลายแล้วเทคัสตาร์ดใส่อ่างผสม ปิดด้วยพลาสติกแรป พักไว้จน เย็นสนิท 5. ตีวิปปิ้งครีมจนข้นฟูตั้งยอด 80% ผสมวิปปิ้งครีมกับคัสตาร์ด ตักใส่ถุงบีบหัวบีบแฉก พักไว้ 6. จัดเสิร์ฟโดยผ่าครึ่งแป้งชูส์ตามแนวนอน บีบคัสตาร์ดด้านในแป้งชูส์จนเต็ม โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง   สูตรอาหารโดย ปรางแก้ว บัณฑรรุ่งโรจน์ 07.03.2018 RECIPE

ชีสเค้กไวต์ช็อกโกแลต 1. ละลายเนยสดในเตาไมโครเวฟด้วยไฟแรงนานประมาณ 1 นาที จนเนยละลายดี ยกออกจากเตา พักไว้ จากนั้นแกะไส้ครีมคุกกี้แซนด์วิชรสช็อกโกแลตออก 2. บดคุกกี้แซนด์วิชรสช็อกโกแลตด้วยเครื่องบดอาหารจนละเอียด 3. ใส่คุกกี้แซนด์วิชรสช็อกโกแลตที่บดลงในอ่างผสม ใส่เนยละลาย คลุกให้เข้ากัน พักไว้ 4. วางพิมพ์วงแหวนลงบนแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ ห่ออะลูมิเนียมฟอยล์ให้รอบพิมพ์ นำไปวางลงบนถาด พักไว้ 5. ใส่คุกกี้ครัสต์ที่ทำลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ อัดให้เต็มก้นพิมพ์ ใช้ช้อนไล่และเกลี่ยให้เรียบหนาเสมอกัน นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาไว้ (ถ้าต้องการเช็กความหนาของคุกกี้ให้ใช้ช้อนเจาะลงไปในเนื้อคุกกี้) 6. แช่แผ่นเจลาตินลงในถ้วยน้ำเย็นที่ใส่น้ำแข็ง โดยค่อยๆ ใส่ทีละแผ่นเพื่อไม่ให้ติดกัน แช่จนนุ่ม พักไว้ 7. ตีครีมชีสในอ่างผสมด้วยเครื่องผสมอาหารโดยใช้หัวตีใบไม้จนนุ่มเนียน ตักใส่อ่างผสม พักไว้ 8. ทำครีมไวต์ช็อกโกแลตโดยใส่น้ำลงในหม้อประมาณ ¼ ของหม้อ (หม้อต้องมีขนาดเล็กกว่าอ่างผสม) ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน จากนั้นใส่ไวต์ช็อกโกแลตและวิปปิ้งครีม 2/3 ถ้วยลงในชามแก้ว ยกขึ้นวางบนหม้อน้ำเดือดอ่อนๆ แล้วจึงคนด้วยพายยางจนไวต์ช็อกโกแลตละลายหมด บีบน้ำออกจากเจลาตินพอหมาดใส่เจลาตินที่นุ่มแล้ว คนให้เจลาตินละลายเข้ากันดี พักไว้ที่อุณหภูมิห้องให้อุ่น 9. ตีวิปปิ้งครีมที่เหลือในอ่างผสมด้วยตะกร้อจนข้นและตั้งยอดอ่อน (ทดสอบโดยพอยกตะกร้อแล้ววาดเป็นลวดลายได้) พักไว้ในตู้เย็นหรือวางบนอ่างน้ำแข็ง 10. เตรียมทำเมอแรงก์ไข่ขาวโดยใส่น้ำตาลกับน้ำลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟอ่อน ใช้ช้อนคนเบาๆ ให้น้ำตาลละลาย อย่าให้มีน้ำตาลขึ้นมาติดขอบหม้อ พอน้ำตาลละลายหมดแล้วให้หยุดคน แล้วต้มจนเดือดจัดนานประมาณ 3-5 นาที พอน้ำเชื่อมเริ่มเดือดเป็นฟองใหญ่ๆ จึงตีไข่ขาวด้วยแฮนด์มิกเซอร์หรือเครื่องผสมอาหารตีด้วยหัวตะกร้อ ตีด้วยความเร็วปานกลางให้ไข่ขึ้นฟู และเมื่อน้ำเชื่อมเริ่มมีฟองขนาดเล็กลง ก็ตักน้ำเชื่อมขึ้นมาเล็กน้อยแล้วใส่ลงในน้ำเย็นจัดถ้าปั้นน้ำเชื่อมเป็นก้อนนุ่มๆ ได้ก็แสดงว่าใช้ได้ แล้วค่อยๆ ใส่น้ำเชื่อมร้อนลงในไข่ขาวเบาๆ ตีต่อจนไข่ขาวกลายเป็นเมอแรงก์ที่ขึ้นฟูและเย็นสนิท 11. ใส่ครีมไวต์ช็อกโกแลตลงในอ่างครีมชีส คนเบาๆด้วยตะกร้อจนเข้ากันเป็นเนื้อเนียน จึงเปลี่ยนมาใช้พายยางคนอีกครั้ง (ครีมไวต์ช็อกโกแลตอุ่นๆ ไม่เย็นสนิท ถ้าครีมไวต์ช็อกโกแลตเย็นจัด เจลาตินจะทำให้จับตัวเป็นก้อน ให้นำไปตั้งบนหม้อน้ำร้อนเพื่ออุ่นก่อน) จากนั้นใส่เมอแรงก์ไข่ขาวลงไปครั้งละ 1/3 ของทั้งหมด ค่อยๆ คนให้พอเข้ากัน ใส่วิปปิ้งครีมที่ตีไว้ ตะล่อมให้เข้ากันจนส่วนผสมเนียน 12. เทส่วนผสมชีสเค้กไวต์ช็อกโกแลตใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ให้เต็มพิมพ์ นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง หรือแช่ไว้ในช่องแช่แข็งนานประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อชีสเค้กแข็งแล้วนำออกมาแกะอะลูมิเนียมฟอยล์ออก ใช้ผ้าชุบน้ำร้อนจัดถูรอบพิมพ์ให้ขอบบางส่วนของเค้กหดตัวเล็กน้อย จะทำให้ถอดพิมพ์ออกได้ง่ายยิ่งขึ้น (ควรย้ายเค้กมาวางบนภาชนะที่จะจัดเสิร์ฟก่อนถอดพิมพ์) ตกแต่งด้วยไวต์ช็อกโกแลตขูด   Tips ไม่ควรใช้ไฟแรงเคี่ยวน้ำตาลเพราะจะทำให้น้ำตาลตรงข้างหม้อไหม้ก่อน ในระหว่างที่เคี่ยวน้ำตาล อย่าคนจนน้ำตาลขึ้นมาติดข้างหม้อ เพราะจะทำให้น้ำตาลตกผลึก ถ้าใช้เจลาตินชนิดผงให้ใช้เจลาตินประมาณ 15 กรัม นำไปละลายน้ำพักไว้สักครู่ ให้เจลาตินดูดน้ำ แล้วจึงนำไปใส่ในครีมช็อกโกแลตเช่น เดียวกับเจลาตินชนิดแผ่น   สูตรอาหารโดย ณวิภา ปฏิมาประกร   อ่านบทความเพิ่มเติม ทุกเรื่อง ‘ช็อกโกแลต’ ที่ต้องรู้ก่อนทำขนมแสนอร่อย 07.03.2018 RECIPE

ชีสเค้กคุกกี้ช็อกโกแลต 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ จากนั้นเตรียมพิมพ์โดยปูด้านล่างพิมพ์ด้วยกระดาษไขให้สูงกว่าขอบพิมพ์ขึ้นมาประมาณ 1 นิ้ว 2. ทำฐานชีสเค้กโดยบดคุกกี้ให้ละเอียดในเครื่องปั่นของแห้ง ใส่ลงในอ่างผสม ใส่เนยละลาย คลุกให้เข้ากัน แล้วนำคุกกี้กรุด้านล่างของพิมพ์ให้แน่น นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 5-10 นาที ยกออกจากเตาอบ ปรับอุณหภูมิเตาอบเป็น 160 องศาเซลเซียส 3. ทำชีสเค้กโดยใส่น้ำประมาณ ¼ ของหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน นำอ่างผสมที่ใส่ไวต์ช็อกโกแลตยกขึ้นวางบนหม้อน้ำเดือดอ่อนๆ แล้วจึงคนด้วยพายยางจนไวต์ช็อกโกแลตละลายหมด ปิดไฟ พักไว้บนเตา 4. ตีครีมชีสด้วยเครื่องตีเค้กหัวตีใบพัดจนครีมชีสเริ่มนุ่ม แล้วค่อยๆ ใส่น้ำตาลลงไปทีละน้อย ตีจนเข้ากันดี ใส่ไข่ไก่ทีละฟอง พอเริ่มเป็นเนื้อเดียวกัน จึงใส่ซาวร์ครีม กลิ่นวานิลลา วิปปิ้งครีม และไวต์ช็อกโกแลตที่ละลายไว้ ตีต่อจนเข้ากันดี ปิดเครื่อง 5. เทเนื้อชีสเค้กลงในพิมพ์ที่กรุไว้ประมาณ 2/3 ของพิมพ์ โรยคุกกี้ที่หักเป็นเสี้ยวไว้พอทั่ว เทเนื้อชีสเค้กที่เหลือปิดหน้า ตกแต่งด้วยคุกกี้ที่เหลือ นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 45 นาที ปิดเตา นำออกมาพักไว้บนตะแกรง จนกว่าจะหายร้อน นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน แล้วถอดออกจากพิมพ์ 07.03.2018 RECIPE

ชีสเค้กนิวยอร์ก 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ จากนั้นเตรียมพิมพ์โดยทาเนยบางๆ ให้ทั่วพิมพ์ แล้วตัดกระดาษไขให้เท่ากับก้นพิมพ์แล้วปูให้ทั่ว พักไว้ 2. ทำฐานชีสเค้กโดยบดไดเจสทีฟบิสกิตให้ละเอียด ใส่บิสกิตลงในอ่างผสม ใส่เนยละลายและเกลือลงไป คลุกให้เข้ากันจนมีลักษณะเป็นทรายเปียก เทบิสกิตกรุลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ อัดให้เต็มฐานพิมพ์ ใช้ช้อนเกลี่ยให้เรียบหนาเสมอกันอัดให้เต็มด้านล่างของพิมพ์ นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 5-10 นาที พอให้บิสกิตหอม ยกออกจากเตาอบพักบนตะแกรงให้หายร้อน ปรับอุณหภูมิเตาอบเป็น 160 องศาเซลเซียส ใส่น้ำ 1 ถ้วย วางไว้ด้านล่างของเตาอบ 3. ทำชีสเค้กโดยตีครีมชีสในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าด้วยความเร็วต่ำสุดจนครีมชีสนุ่มเนียน แล้วจึงค่อยๆ ใส่น้ำตาลลงไป ตีจนเนียนเข้ากัน ใส่ไข่ไก่ทีละฟอง เมื่อเข้ากันดีแล้วจึงจะใส่อีกฟอง ใส่แป้งข้าวโพด ตีจนเข้ากัน ค่อยๆ เทวิปปิ้งครีมลงไปช้าๆ เป็นสาย พอเนื้อชีสเค้กเข้ากันดีแล้วปิดเครื่อง 4. เทเนื้อชีสเค้กลงในพิมพ์ที่กรุไว้ ใช้พายยางเกลี่ยหน้าให้เรียบเสมอกัน นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 50 นาที หรือจนชีสเค้กสุก ปิดเตาอบ พักไว้ในเตาอบต่ออีกประมาณ 10 นาที นำออกมาพักบนตะแกรงจนหายร้อนแล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน ก่อนถอดออกจากพิมพ์ 07.03.2018 RECIPE

ชีสเค้กไวต์ช็อกโกแลต 1. เตรียมพิมพ์ชีสเค้กโดยห่อฐานพิมพ์ด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ แล้ววางบนถาด บดคุกกี้ด้วยเครื่องปั่นของแห้งหรือที่ทุบเนื้อจนละเอียด เทลงในอ่างผสม ใส่เนยละลายและเกลือป่น คลุกให้เข้ากัน เทคุกกี้ที่คลุกไว้ลงในพิมพ์ ใช้ก้นแก้วอัดให้เรียบเสมอกัน นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา พักไว้ 2. แช่แผ่นเจลาตินลงในอ่างน้ำเย็นที่ใส่น้ำแข็ง เตรียมไว้ 3. ทำตัวชีสเค้กโดยใส่น้ำตาลกับน้ำลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางให้น้ำเชื่อมเดือด ระหว่างรอน้ำเชื่อมเดือดได้ที่ให้ตีไข่แดงในอ่างผสมขนาดเล็กด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนเริ่มข้นฟู เมื่อน้ำเชื่อมเดือดเป็นฟองเล็กๆ เทลงในอ่างไข่แดงช้าๆ ให้เป็นสายบางๆ ตีต่อจนไข่แดงข้นฟู สังเกตสีไข่แดงจะอ่อนลงและหายร้อน ใส่ครีมชีสลงไปทีละน้อยจนหมดตีจนเนื้อชีสเค้กเนียนไม่เป็นเม็ด พักไว้ 4. ระหว่างตีครีมชีส เตรียมละลายไวท์ช็อกโกแลตโดยใส่น้ำลงในหม้อประมาณ ¼ ของหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน จากนั้นใส่ไวต์ช็อกโกแลตลงในอ่างผสม ยกขึ้นวางบนหม้อน้ำเดือดอ่อนๆ แล้วจึงคนด้วยพายยางจนละลายเข้ากันดี ยกลง พักไว้ให้หายร้อน แล้วเทไวต์ช็อกโกแลตที่ละลายไว้ทีละน้อยลงในส่วนผสมครีมชีส ข้อ 3 ตีจนช็อกโกแลตกับครีมชีสเนียนเข้ากันดี เทพักไว้ในอ่างผสมที่ขนาดใหญ่ขึ้น 5. แบ่งวิปปิ้งครีม ¼ ถ้วยออกมาใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง รอจนวิปปิ้งครีมร้อน ปิดไฟ ใส่เจลาตินที่นิ่มแล้วลงไปใช้ช้อนคนจนเจลาตินละลายหมด พักไว้ให้หายร้อน 6. ตีวิปปิ้งครีมที่เหลือในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนเริ่มมีฟอง ค่อยๆ เทวิปปิ้งครีมที่ละลายเจลาตินในหม้อลงไปตีต่อจนวิปปิ้งครีมตั้งยอดอ่อนๆ 7. ใส่วิปปิ้งครีมลงไปในส่วนผสมครีมชีสข้อ 4 ทีละ 1/3 ส่วนของทั้งหมด ค่อยๆ ตะล่อมให้เข้ากันจนส่วนผสมเนียนเทส่วนผสมชีสเค้กใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เกลี่ยพอเรียบ นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หรือช่องแช่แข็งประมาณ 1 ชั่วโมง จนชีสเค้กอยู่ตัว 8. เมื่อชีสเค้กอยู่ตัวแล้ว (ทดสอบโดยใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าเค้กแล้วเนื้อเค้กไม่ยุบตัว) นำออกมาแกะแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ออก วางเค้กลงบนหลังถาดหรือจานไม่มีขอบ ดึงพิมพ์ออกโดยใช้ผ้าชุบน้ำร้อนจัดโอบรอบพิมพ์ให้เนื้อเค้กตามขอบพิมพ์คลายตัว หรือใช้ที่พ่นไฟพ่นรอบๆ พิมพ์ ดึงพิมพ์ออก 9. ทาหน้าเค้กด้วยวิปปิ้งครีมที่ตีแล้วบางๆ โรยด้วยไวต์ช็อกโกแลตขูด 07.03.2018 RECIPE

บราวนีชีสเค้ก 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ เตรียมพิมพ์โดยทาพิมพ์ด้วยเนยสดที่นิ่ม ปูกระดาษไขด้านในพิมพ์โดยให้กระดาษไขสองด้านสูงกว่าขอบพิมพ์ขึ้นมาประมาณ 1 นิ้ว พักไว้ 2. เตรียมบราวนีช็อกโกแลตโดยใส่น้ำประมาณ ¼ ของหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลางจนเดือดแล้วลดเป็นไฟอ่อน นำดาร์กช็อกโกแลตและเนยใส่อ่างผสม ยกขึ้นวางบนหม้อน้ำเดือดอ่อนๆ คนจนละลายเข้ากันดี ยกลง พักไว้ให้หายร้อน 3. ร่อนแป้งสาลี ผงโกโก้ และเกลือ เข้าด้วยกัน พักไว้ 4. ตีไข่ไก่กับน้ำตาลในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนขึ้นฟูนวล เทส่วนผสมช็อกโกแลตที่หายร้อนแล้วลงไป ตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากัน แบ่งแป้งที่ร่อนไว้ใส่ทีละ 1/3 ส่วน ตะล่อมด้วยพายยางให้เข้ากัน พักไว้ 5. เตรียมชีสเค้กโดยตีครีมชีสกับน้ำตาลในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนเนียนเข้ากัน ใส่ไข่ไก่และกลิ่นวานิลลา ตีต่อจนเข้ากัน พักไว้ 6. เทส่วนผสมบราวนีช็อกโกแลตลงในพิมพ์ก่อนประมาณ 2/3 ส่วนของทั้งหมด ตักเนื้อชีสเค้กลงบนเนื้อบราวนี ใช้ช้อนเกลี่ยให้เรียบเต็มทั่วหน้าเค้ก แล้วตักเนื้อบราวนีช็อกโกแลตที่เหลือหยอดเป็นหย่อมๆ จนหมด ใช้มีดหรือส้อมวาดให้เนื้อชีสเค้กเป็นลายตามชอบ นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนานประมาณ 30 นาที ปิดเตาอบ แล้วพักบราวนีไว้ในเตาอบสักครู่โดยเปิดฝาทิ้งไว้ เพื่อไม่ให้หน้าบราวนียุบตัวเร็ว พอบราวนีหายร้อนแล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน ก่อนนำออกมาตัดเสิร์ฟ (ควรทิ้งไว้สักครู่ให้บราวนีคลายความเย็นแล้วเนื้อจะนุ่มนวล)   Tips เทคนิคการทำลวดลายชีสเค้กสามารถใช้ได้กับชีสเค้กที่มีสองรสในตัวเดียวกัน เพียงแต่ความเข้มข้นของเนื้อเค้กทั้งสองชนิดนั้นต้องใกล้เคียงกัน ถึงจะทำลวดลายออกมาได้สวยงาม 07.03.2018 RECIPE

คุกกี้ลูกเกดข้าวโอ๊ตแบบนุ่ม 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ เตรียมถาดอบโดยปูแผ่นอบซิลิโคน (หากไม่มีให้ปูรองด้วยกระดาษไข) 2. ร่อนแป้งสาลี เบกกิ้งโซดา เกลือ และอบเชยป่น เข้าด้วยกันในอ่างผสม พักไว้ ใส่ข้าวโอ๊ตในอ่างผสมอีกใบ ใช้มือขยำพอหยาบ พักไว้ 3. ตีเนยกับน้ำตาลทรายในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าความเร็วปานกลางจนเนยเริ่มฟูขึ้น แล้วจึงใส่น้ำตาลทรายแดงตีต่อจนฟูเบานานประมาณ 2 นาที แล้วใส่ไข่ไก่และกลิ่นวานิลลาที่ตีพอเข้ากัน พอส่วนผสมเข้ากันดี ใส่แป้งที่ร่อนไว้ตีด้วยความเร็วต่ำสุด ใส่ข้าวโอ๊ตและลูกเกด ตีพอเข้ากัน 4. ใช้สกู๊ปตักไอศกรีมตักเนื้อคุกกี้ (น้ำหนักประมาณ 33 กรัม) วางเรียงในถาดที่เตรียมไว้ (หรือใช้ช้อนตักประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) โดยเว้นระยะห่างระหว่างคุกกี้ประมาณ 3 นิ้ว เพราะคุกกี้จะแผ่ออกเวลาอบ ใส่ถาดละ 6 ชิ้น 5. นำคุกกี้เข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 15 นาที (ถ้าหยอดก้อนเล็กอบประมาณ 12 นาที) หรือจนมีสีเหลืองทองยกออกจากเตาอบ วางพักในถาดนานประมาณ 5 นาที แซะคุกกี้ออกจากถาด วางพักบนตะแกรงจนคุกกี้เย็นสนิท   Tips ข้าวโอ๊ต หรือโรลด์โอ๊ต (Rolled Oats) คือข้าวโอ๊ตทั้งเมล็ด นำไปอบ ตากแห้ง และทับให้แบน นำไปใส่ขนมอบต่างๆหรือรับประทานเป็นอาหารเช้า ส่วนเกล็ดข้าวโอ๊ต หรือโอ๊ตมีล (Oatmeal) คือข้าวโอ๊ตที่นำมาบดหยาบระดับหนึ่ง แล้วนำมาใส่นมเป็นอาหารเช้าที่เรียกว่า porridge ซึ่งมักพบตามซูเปอร์มาร์เกตทั่วไปในลักษณะบรรจุกระป๋องขาย คุกกี้สูตรนี้จะใส่ข้าวโอ๊ต (Rolled Oats) หรือเกล็ดข้าวโอ๊ต (Oatmeal) ก็ได้ หากใช้เกล็ดข้าวโอ๊ตควรใส่ปริมาณน้อยลงกว่าในสูตร 10 กรัม หรือ 1 ช้อนโต๊ะ เพราะเกล็ดข้าวโอ๊ตจะมีลักษณะเป็นผงละเอียดเหมือนแป้ง ซึ่งเวลาใส่ลงไปในคุกกี้จะมีคุณสมบัติดูดของเหลวในเนื้อคุกกี้ ทำให้คุกกี้มีเนื้อหนักและแห้งกว่าการใช้ข้าวโอ๊ต การใส่ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด แครนเบอร์รี ลงในคุกกี้ ควรแช่ผลไม้แห้งนั้นๆ ในน้ำก่อน เพื่อให้เนื้อผลไม้นุ่มขึ้น หากไม่แช่ ผลไม้จะดูดความชื้นจากเนื้อคุกกี้ออกมาทำให้เนื้อคุกกี้แห้ง สามารถนำเนื้อคุกกี้ใส่ห่อกระดาษไข คลึงเป็นแท่งยาวแล้วแช่เย็นให้พออยู่ตัว จากนั้นนำออกมาตัดเป็นแว่นหนา 1 ซม. 07.03.2018 RECIPE

ชอร์ตเบรด 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ เตรียมพิมพ์โดยปูรองกระดาษไขที่ด้านล่างของพิมพ์ให้ทั่ว พักไว้ 2. ร่อนแป้งสาลีและเกลือลงในอ่างผสม ใส่น้ำตาล ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน 3. ใส่เนยลงในอ่างแป้ง ใช้มือถูแป้งกับเนยจนได้ลักษณะเหมือนทรายร่วน นำเนื้อชอร์ตเบรดลงกรุในพิมพ์ที่เตรียมไว้ ประมาณ 2/3 ของทั้งหมด ใช้มือหรือหลังช้อนกดไล่ให้พอแน่น เทเนื้อชอร์ตเบรดที่เหลือลงไปแต่ไม่ต้องกด โรยด้วยน้ำตาลบางๆ นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 35-40 นาที จนสีเริ่มออกเหลือง (แต่จะเหลืองไม่มากเพราะไม่มีไข่แดง) 4. ยกออกจากเตาอบ นำมาพักไว้บนตะแกรงสักครู่พอให้ชอร์ตเบรดอุ่นลงแต่ยังไม่เย็นสนิท ใช้สเปตูล่าแบบสั้นเลาะแซะข้างๆระหว่างชอร์ตเบรดกับพิมพ์ ถอดพิมพ์ด้านข้างออก ใช้มีดตัดชอร์ตเบรดออกเป็น 12 ชิ้น (การตัดชอร์ตเบรดขณะอุ่นๆ จะง่ายและทำให้ขอบสวย หากทิ้งไว้นานจนหายร้อนเวลาตัดจะแตก ให้นำเข้าเตาอบสักครู่ให้เนื้อชอร์ตเบรดอุ่นๆ แล้วจึงตัด)   Tips ชอร์ตเบรดมีวิธีทำสองแบบ แบบแรกคือการถูเนยเย็นจัดกับแป้งจนร่วนเป็นทรายแล้วนำลงกรุในพิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าอบแล้วจึงตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมตามแบบที่ชอบ แบบที่สองคือตีเนยกับน้ำตาลจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วจึงใส่แป้งลงไป ตะล่อมด้วยพายยางหรือใช้มือผสมและนวดพอเป็นก้อนเดียวกันการทำชอร์ตเบรดแบบนี้ เนื้อที่ได้จะนิ่มกว่าแบบแรก จึงต้องเข้าพักในตู้เย็นช่องธรรมดาสักครู่เพื่อให้เนื้อชอร์ตเบรดอยู่ตัว ก่อนจะนำมาคลึงเป็นก้อนยาวๆ (อาจเคล้าน้ำตาลรอบๆ แท่งคุกกี้) ตัดเป็นแว่นหนาตามชอบ หากต้องการให้ชอร์ตเบรดสีเข้มขึ้น อาจจะเพิ่มด้วยการทาไข่แดงบางๆ ที่ด้านบนของชอร์ตเบรดแต่ละชิ้น สาเหตุที่ใช้แต่ไข่แดงเพราะเวลาทาสี จะสวยกว่า ส่วนการใช้ไข่ขาวจะทำให้หน้าขนมพองขึ้น เนื่องจากไข่ขาวจะเป็นตัวดึงน้ำตาลออกจากขนม ถ้าชอบรสหวานอาจใส่น้ำตาลเพิ่มได้ แต่เนื้อชอร์ตเบรดจะแห้งกว่า ดังนั้นสามารถแก้ด้วยการใส่ไข่แดง 1 ฟอง เพื่อให้เนื้อนุ่มนวลขึ้น ขั้นตอนคือตีเนยกับน้ำตาลในอ่างผสมด้วยพายยางจนเนียนเข้ากัน ใส่ไข่แดงลงไป ตีให้ไข่แดงเข้ากับเนยเป็นสีเดียวกัน ใส่แป้งลงไปทีเดียวหมดใช้มือตะล่อมแป้งพอเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ไม้คลึงแป้งคลึงออกเป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ หรือจะคลึงด้วยมือเป็นก้อนยาวๆ แล้วตัดเป็นแว่นก็ได้ 07.03.2018 RECIPE

คุกกี้กาแฟ 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียสเตรียมไว้ นำนมสดใส่ไมโครเวฟให้พออุ่น ใส่ผงกาแฟลงในนม คนจนกาแฟละลายเข้ากันดี พักไว้จนหายร้อน 2. ร่อนแป้งเค้ก นมผง ผงฟู และเบกกิ้งโซดา เข้าด้วยกันในอ่างผสม พักไว้ 3. ตีเนยและน้ำตาลทรายในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนฟูเบา ใส่ไข่ไก่ที่ตีพอเข้ากันกับกลิ่นวานิลลา ใส่แป้งที่ร่อนไว้สลับกับนมจนหมด ตักเนื้อคุกกี้ใส่ถุงบีบ 4. บีบคุกกี้เป็นแท่งยาวขนาด 4 ซม. ลงบนถาดที่ปูด้วยแผ่นอบซิลิโคน นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 15-20 นาที ยกออกจากเตาอบ วางพักในถาดนานประมาณ 5 นาที แซะคุกกี้ออกจากถาด วางพักบนตะแกรงจนคุกกี้เย็นสนิท   Tips การอบคุกกี้กาแฟต้องใช้ไฟอ่อน มิเช่นนั้นคุกกี้จะมีรสกาแฟไหม้และสีจะเข้มเกินถ้าเนื้อคุกกี้เหลวเกินไป ให้นำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดาไว้สักพัก แต่ไม่ควรนานเพราะจะทำให้บีบยาก 07.03.2018 RECIPE

คุกกี้เนยช็อกโกแลต 1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ ร่อนแป้งเค้ก เกลือ และผงฟู ลงในอ่างผสมเข้าด้วยกัน พักไว้ 2. ตีเนยกับน้ำตาลไอซิ่งในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าความเร็วปานกลางจนขึ้นฟู ค่อยๆ ใส่ไข่ขาวที่ตีพอเข้ากันกับกลิ่นวานิลลาลงไปช้าๆ พร้อมกับตีไปด้วย ตีพอเข้ากัน ปิดเครื่อง ใส่แป้งที่ร่อนไว้ลงไป ใช้พายยางตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากันตักใส่ถุงบีบทีละครึ่ง (เพราะเนื้อคุกกี้ชนิดนี้ข้น ใส่ถุงบีบพอประมาณจะทำให้บีบได้ง่ายกว่า) 3. บีบคุกกี้เป็นเส้นยาว 2 นิ้ว ลงในถาดที่ปูแผ่นอบซิลิโคน โดยเว้นระยะห่างระหว่างคุกกี้ประมาณ 1 นิ้ว บีบจนเต็มถาด นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 15 นาที หรือจนคุกกี้สุก สังเกตจากก้นคุกกี้เป็นสีเหลืองอ่อนๆ พักไว้บนถาดต่ออีกประมาณ 5 นาที จนหายร้อน 4. ทำช็อกโกแลตเคลือบ โดยละลายมิลก์ช็อกโกแลตบนหม้อน้ำร้อน คนตลอดเวลาเพื่อให้ช็อกโกแลตละลายเร็วขึ้น เมื่อช็อกโกแลตละลาย (อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส) ยกลงจากหม้อ วางพักบนอ่างน้ำแข็งประมาณ 30 วินาที ระหว่างนั้นคนไปด้วยจนช็อกโกแลตเริ่มเย็นลง (อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส) แล้วยกอ่างช็อกโกแลตขึ้นตั้งบนหม้ออีกครั้ง คนให้ทั่วจนช็อกโกแลตดูเงาและข้นขึ้น ทดสอบโดยแตะช็อกโกแลตที่ตรงใต้ริมฝีปากล่างแล้วรู้สึกธรรมดา (อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส) ยกอ่างช็อกโกแลตลง จากนั้นนำคุกกี้ด้านหนึ่งลงจุ่มช็อกโกแลต วางคุกกี้พักบนตะแกรงจนช็อกโกแลตเซตตัว   Tips การนำช็อกโกแลตไปเคลือบหรือตกแต่ง ควรเป็นช็อกโกแลตที่ผ่านการปรับอุณหภูมิ (Tempering) ดังขั้นตอนด้านบนก่อนเพื่อทำให้ไขมันในช็อกโกแลตเรียงตัวกันดีขึ้น จะช่วยให้ช็อกโกแลตเป็นเงามากขึ้น การใช้น้ำตาลไอซิ่งเหมาะสำหรับคุกกี้ที่ใช้วิธีการบีบหรือตัด จะช่วยทำให้เนื้อคุกกี้เนียนและรสชาตินุ่มนวลยิ่งขึ้น 07.03.2018 RECIPE