
รู้ทริกเดินตลาดตามนี้ ชีวิตดีขึ้นเยอะ
ไหน! มีใครเป็นมือใหม่หัดเดินตลาดบ้างคะ? อยากได้วัตถุดิบดีๆ มาทำอาหาร แต่ไม่รู้ต้องเริ่มซื้อยังไง แน่นอนว่าซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นตัวเลือกแรกๆ เพราะเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบเกรดดีพรีเมี่ยมที่เดินเข้าไปแล้วหยิบได้เลย แต่สำหรับคนทำอาหารแบบเรา ตลาดสด นี่แหละ! คือแหล่งขุมทรัพย์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี แถมราคายังเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าตังค์อีกตังหาก แต่การจะได้ของดีในราคาที่คุ้มค่าที่สุดนั้น ไม่ได้อาศัยแค่ดวงในการเดินสุ่มเข้าไปซื้อเท่านั้นนะ แต่มันคือศิลปะและเทคนิคที่ต้องอาศัยการสังเกต การเลือก และช่วงเวลาในการซื้อ ฯลฯ
ในฐานะทีมอาหารของ KRUA.CO ที่ผ่านการเดินตลาดมาอย่างโชกโชน ตามล่าหาซื้อของมาทุกตลาด วันนี้เลยอยากมาบอกต่อเทคนิค (ที่ไม่ลับ) จากประสบการณ์ตรง รวมเคล็ดลับซื้อของที่ตลาดยังไงให้ได้ของสด ถูกและดี ที่แม่บ้านมือใหม่ทั้งหลายเซฟเก็บไว้อ่านได้เลย *** ใดๆ คือขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการเดินตลาดด้วย ถ้าเดินบ่อยก็จะยิ่งทำให้เราชำนาญในการเลือกซื้อมากขึ้น*** ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!

1. รู้เวลาทอง : ช่วงเวลาไหนของตลาดที่ควรไป?
สำหรับการเลือกซื้อของที่ตลาดสิ่งที่สำคัญ อย่างแรก คือ ‘ช่วงเวลา’ โดยวัตถุดิบที่เราซื้อจะเป็นตัวกำหนดเวลาที่เราต้องไปถึงตลาดนั่นเอง
ช่วงเช้าตรู่ (6 – 8 โมงเช้า)
ช่วงเวลาที่ของสดที่สุด หากใครอยากซื้อวัตถุดิบจำพวกผักสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเล กะทิหรือวัตถุดิบที่ต้องการความสดใหม่มากๆ การตื่นแต่เช้าไปเดินตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในตอนเช้าของทุกวันจะมีวัตถุดิบที่เพิ่งส่งมาถึงตลาด ทำให้มีความสดใหม่มากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ทั้งยังมีของให้เลือกเยอะและหลากหลาย ราคาไม่แพง (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาเปิดปิดของตลาดในแต่ละพื้นที่ด้วย)
ช่วงสาย (9 โมงเช้า – 11 โมง )
ช่วงเวลานี้เหมาะกับการซื้อของจำพวก กับข้าว ของกินสำเร็จรูป ผักและผลไม้ วัตถุดิบที่ไม่ได้ต้องการความสดอะไรมากกมาย ข้อดีของช่วงเวลานี้คือ ตลาดจะไม่วุ่นวายมาก มีเวลาเดินเลือกของได้เรื่อยๆ ที่สำคัญบางตลาดอาจมีการขายของลดราคา เทขายบ้างก็จะยิ่งทำให้เราได้ของมาในราคาที่ถูกมากกว่าตอนเช้ามากเช่นกัน
2. เทคนิคเช็ค ‘ความสด’ แบบไม่จกตา
นอกจากช่วงเวลาในการเลือกซื้อแล้ว ยังต้องใช้การสังเกตและการเลือกวัตถุดิบอีกด้วย
ปลาและอาหารทะเล : สดจริงต้องดู 3 จุดสำคัญ
ตาปลาต้องใส เป็นมันวาว ถ้าตาขุ่นหรือมีสีแดงคล้ำหมายความว่าปลาเริ่มไม่สด ต่อมาแหวกดูเหงือกปลา ต้องมีสีแดงสด เหมือนเลือด (ถ้าสีน้ำตาลหรือเทา แปลว่าเก่า) อย่างสุดท้ายเนื้อสัมผัสให้ใช้นิ้วกดเบาๆ ที่ตัวปลา เนื้อต้อง แน่นและเด้ง ถ้ากดแล้วบุ๋มหรือนิ่มลงไป แปลว่าเนื้อเริ่มยุ่ยและไม่สดแล้ว
กุ้งและปลาหมึก
ตัวต้องแน่น เปลือกแน่น หัวกับตัวติดกันไม่หลุด ไม่มีกลิ่นเหม็น
หอยต่างๆ
เลือกที่ฝาปิดสนิทหรือเมื่อใช้มือแตะแล้วหุบทันที ดมแล้วไม่มีกลิ่นเหม็น
เนื้อหมูและเนื้อไก่
– เนื้อหมู ควรมีสีชมพูอ่อนถึงแดงธรรมชาติ ไม่ใช่แดงสดจนเกินไป เนื้อต้องแน่น เมื่อกดแล้วไม่นิ่มและไม่มีกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นผิดปกติ
– เนื้อไก่ ผิวต้องตึง ไม่เหี่ยวย่น และไม่มีรอยช้ำหรือจุดสีเขียว/ม่วง ซึ่งบ่งบอกถึงการเน่าเสีย
– เนื้อวัว เนื้อสีแดงสด เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นเหม็น
ผักใบและผลไม้
– ผักใบเขียว เลือกที่ผักใบเขียวไม่ช้ำหรือติดเหลือง ผักเด้ง ไม่เหี่ยว
– ผลไม้ เลือกที่ไม่มีรอยช้ำ ผิวเต่งตึง
3. เลือกซื้อวัตถุดิบจากร้านเฉพาะ
สำหรับมือใหม่ การซื้อวัตถุดิบจากร้านที่ขายของเฉพาะชนิดใดชนิดหนึ่งไปเลยจะทำให้เรามีโอกาสได้ของที่ดีและมีคุณภาพมากกว่าซื้อร้านที่ของหลายประเภทรวมกัน เพราะพ่อค้าแม่ค้าก็จะมีความชำนาญในการคัดวัตถุดิบชนิดนั้นๆ มาขาย เช่น การซื้อผักพื้นบ้านที่ร้านขายผักพื้นบ้านโดยเฉพาะ ซื้อไข่ร้านที่ขายแต่ไข่ไก่ ซื้อเต้าหู้ที่ร้านขายวัตถุดิบทำก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น
4. เคล็ดลับสร้างสายสัมพันธ์ ‘ลูกค้าประจำ’ คือกำไรระยะยาว
การซื้อของในตลาดนั้นแตกต่างจากการซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพราะการซื้อของที่ตลาดเราจะได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าโดยตรง การพูดคุยสร้างสัมพันธไมตรีคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราได้ของที่ดีในราคาพิเศษ อาจเริ่มจากการยิ้ม ทักทาย ถามไถ่เล็กน้อย หรือเวลาไปซื้อของที่ตลาดพยายามซื้อวัตถุดิบชนิดเดิมจากร้านเดิมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเรากลายเป็น ‘ลูกค้าประจำ’ พ่อค้าแม่ค้ามักจะเลือกของที่ดีที่สุดให้เองโดยอัตโนมัติ และอาจจะมีแถมหรือลดราคาให้เป็นพิเศษได้นั่นเอง
Contributor
Tags:
Recommended Articles
Recommended Videos
