Human of Coffee
Street Coffee Crew มีวันนี้เพราะ ‘อดทน’
STORY BY สว่าง ทองดี | 18.11.2019
4,202 VIEWS
PIN

image alternate text
image alternate text
จากร้านกาแฟซาเล้งสุดฮิปที่ตระเวนไปทั่วย่านนิมมานเหมินทร์ สู่คาเฟ่สตรีทที่ยังคงตัวตนของ 'ขวัญ' เจ้าของร้าน Street coffee crew ไว้ดังเดิม

ชื่อ ‘ขวัญ’ ครับ ผมทำกาแฟแนวสตรีท ดัดแปลงซาเล้งเก่าให้เป็นรถจักรยานกาแฟออกฮิปหน่อย ดีไซน์ให้มองแล้วสะดุดตา เป็นการดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสั่งซื้อกาแฟไปจิบ ตั้งชื่อว่า “Street coffee crew” ผมคิดว่ารถขายกาแฟแบบนี้สอดรับกับบุคลิกของตัวเอง อย่างการเต้นบีบอยที่ผมชอบก็ออกแนวสตรีทเช่นกัน ผมดำเนินธุรกิจเล็กๆ นี้มาได้สองปีกว่าเกือบสามปีแล้ว ได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว ส่วนหนึ่งผมว่าคนเขาสัมผัสได้ว่าผมไม่ได้เฟก ผมทำและนำเสนอในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวเองไงครับ

แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างทุกวันนี้ที่เห็นจะเกิดขึ้นได้ในชั่วดีดนิ้ว ทว่า หากย้อนเวลากลับไปนานหน่อยผมเองก็เคยผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่น ซึ่งเป็นปกติตามประสาวัยวุ่นวายต่างล้วนต้องพยายามค้นหาตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ค่อยๆ ประคับประคองตัวเองจนกระทั่งค้นพบเป้าหมาย ได้ทำในสิ่งที่รักอย่างในปัจจุบันนี้ พื้นเพผมเป็นคนแพร่ แต่ย้ายมาอยู่เชียงใหม่กันหมดทั้งครอบครัว ตอนผมจบมัธยมปลายเลยต้องปรับตัวและเริ่มต้นใหม่ ช่วงนั้นทั้งเรียนและทำงานควบคู่กันไปครับ งานเหรอ ก็ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านมังกี้คลับ (ร้านเหล้า) พร้อมกับเรียนมหา’ลัยราชภัฎเชียงใหม่ไปด้วย เมื่อจบการศึกษาตัดสินใจไม่หางานทำในด้านที่เรียนมา เพราะรู้ว่าไม่ได้ถนัดนัก จึงทำงานขับรถให้โรงแรม ซึ่งก็ไม่เป็นไร ผ่านมาระยะหนึ่งจึงเริ่มทำงานในร้านกาแฟย่านนิมมานเหมินทร์ตามคำชวนของพี่ นั่นแหละ คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้การชงกาแฟ บาริสต้าเป็นงานสนุก เพราะนอกจากได้อยู่หน้าบาร์แล้ว ยังเป็นโอกาสได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา

ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟไปในขณะที่ทำงานที่นั่น ส่วนตัวเป็นคนชอบท้าทายตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเทลายลาเต้อาร์ท หลายปีมานี้ผมเข้าร่วมรายการแข่งประเภทนี้ทุกปี ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ได้รางวัลมาประมาณหนึ่งแล้ว สูงสุดที่เคยชนะคืออันดับห้าของประเทศ เป็นความภูมิใจครับ แต่ผมยังอยากลงแข่งอีกเพื่อเอาชนะตัวเองในปีต่อๆ ไป ไม่อยากหยุดอยู่แค่นั้น ยิ่งช่วงนี้ผมมีโอกาสดี ได้มาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เป็นของตัวเองแล้วด้วย จึงมีสถานที่และอุปกรณ์พร้อมสำหรับฝึกปรือฝีมือเพื่อร่วมสนุกบนเวทีลาเต้อาร์ท

อย่างที่บอก ผมเริ่มอาชีพบาริสต้าในร้านของพี่ แต่ผ่านไปสี่ปี พี่เขาตัดสินใจหยุดร้านกาแฟ เปลี่ยนเป็นธุรกิจโรงแรมแทน ซึ่งผมรู้ล่วงหน้า ดังนั้น ราวครึ่งปีก่อนร้านจะปิดตัว ผมเริ่มคิดและวางแผนชีวิตสเต็ปต่อไป โดยรู้ตัวว่าจะยังคงทำกาแฟต่อไป ทีนี้ ด้วยทุนรอนซึ่งไม่ได้หนาขนาดนั้น อยากทำงานบนพื้นฐานของการไม่ทำเกินตัว จึงตัดสินใจทำซาเล้งกาแฟ ฟังดูเชยเนอะ ผมพยายามหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ออกแบบ และอาศัยเพื่อนฝูงช่วยดัดแปลงซาเล้งให้เป็นรถกาแฟที่ดูฮิปแบบขรึมๆ สอดรับกับสไตล์การแต่งตัวของผม

ตื่นเต้นสิครับ เพราะนี่เป็นความท้าทายใหม่ ต้องคิดต่อว่าจะไปประจำจุดไหนของเมือง ผลตอบรับจะเป็นอย่างไรบ้าง ถึงจะรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ แต่มันก็มีความสนุกผสมอยู่ในสิ่งที่วางแผนนั้นด้วย ช่วงแรกรับงานทุกอย่างเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลโน้นนี้ บางช่วงสามารถไปจอดขายที่ One Nimman ซึ่งเปรียบเสมือนแลนด์มาร์กใหม่ด้านแหล่งท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่ บางครั้งเวลาเขาจัดงานในศูนย์จัดแสดงสินค้าแล้วมีเพื่อนชักชวนก็ไป ไม่ได้เกี่ยงใดๆ พยายามลุยและสู้ด้วยรอยยิ้ม การปั่นซาเล้งไปยังจุดต่างๆ ต้องออกแรงค่อนข้างมาก เพราะไม่มีระบบเกียร์ช่วยผ่อนแรง หนัก ก็ต้องอดทนละ ทำไงได้ล่ะครับ

จนกระทั่งมาได้จุดจอดขายประจำที่ตลาดรัสติกเมื่อสองปีก่อน ขายวันเสาร์กับอาทิตย์เหมือนเดิม ก็ต้องปั่นลากซาเล้งจากบ้านมายังตลาด ไกลเลยละ ต้องออกแต่เช้ามืด เผื่อเวลาในการเซตข้าวของให้พร้อมเมื่อคนเริ่มมาเดิน ถ้าใครเคยมาเดินตลาดนี้จะสัมผัสได้ว่าพ่อค้าแม่ขายแต่ละคนมีสไตล์ชัดเจน เสน่ห์นี้แหละที่ดึงดูดลูกค้าจากทั่วสารทิศ เรียกว่าคนทำมาค้าขายตัวเล็กๆ เหล่านี้ส่งเสริมกันและกัน เมื่อคนมาจับจ่ายมาเที่ยวนิยมชมชอบ ก็เอื้อให้มีรายได้ค่อนข้างดี อันที่จริง ถ้าทำงานเฉพาะเสาร์อาทิตย์ก็ได้ แต่ผมยังมีพลังเหลือเฟือ กับยังมีภาระทางบ้านให้รับผิดชอบ จึงทำงานในวันอื่นๆ ด้วย โดยไปจอดขายแถวนิมมาน

ความมานะพยายามตลอดสองสามปีมานี้เกิดผล หนี้สินต่างๆ หมดลง เพิ่งจะราวหกเดือนก่อน ไปเจอทำเลเหมาะ อยู่ใกล้ย่านที่ผมพัก จึงติดต่อเจ้าของที่ ทำสัญญาเช่าเปิดร้านกาแฟ ใช้เวลาออกแบบตกแต่ง คุมโทนขาวดำ ลุยเองอยู่สองสามเดือน ก็ได้ฤกษ์เปิดร้านแรกในชีวิต ปัจจุบันนี้จึงไม่ได้ไปขายริมทางที่นิมมานอีกต่อไป วันปกติก็อยู่ร้าน ลูกค้าก็คนอยู่ละแวกนี้ละ มีนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศมาอุดหนุน ลูกค้าเก่าก็มาด้วย ในขณะที่เสาร์อาทิตย์ยังคงไปจอดขายที่ตลาดรัสติกเหมือนเดิม

ภูมิใจในตัวเองครับที่มาถึงจุดนี้ได้ ดีใจที่ตัวเองอดทน ใช้พลังในการทำงาน เวลาท้อก็ท่องคำ ‘อดทน’ แบบนี้แหละชีวิต ไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป ที่สำคัญ ได้ร่ายรำไปกับสิ่งที่ชื่นชอบ ได้ทำในสิ่งที่หลงใหล ส่วนอนาคตนั้นยากจะคาดเดาได้…ก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดละกันครับ

อ่านบทความเพิ่มเติม

RECOMMENDED FOOD STORIES